เลือกกระจกอย่างไรให้อาคารประหยัดพลังงาน อยู่สบาย และตอบโจทย์การออกแบบยุคใหม่

เมื่อพื้นที่กระจกในอาคารเพิ่มขึ้น เราจะออกแบบอย่างไรให้ “แสงธรรมชาติ” เข้ามาได้มากขึ้น โดยไม่แลกกับความร้อน ค่าไฟ และความไม่สบายของผู้ใช้อาคาร?

 

ในวันที่การออกแบบอาคารไม่ได้วัดความสำเร็จจากความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของ Building Envelope ที่มีความสัมพันธ์กับพลังงาน ความสบาย สุขภาวะ และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคารโดยตรง คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การลดพื้นที่กระจกให้น้อยลง แต่อยู่ที่การเลือกชนิดกระจกและออกแบบระบบกระจกให้เหมาะสมกับทิศทางอาคาร สภาพอากาศ และลักษณะการใช้งาน

เพราะในอาคารยุคใหม่ กระจกไม่ได้เป็นเพียงวัสดุสำหรับเปิดมุมมองหรือสร้าง Façade ที่โดดเด่น แต่สามารถเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Low-Carbon Building, Energy-Efficient Building และ Wellness-Oriented Design

จาก “วัสดุโปร่งใส” สู่ “Performance Material”

ในอดีต การเลือกกระจกอาจเริ่มจากเรื่องของความสวยงาม เช่น ความใส สี การสะท้อน หรือขนาดของแผ่น แต่เมื่ออาคารมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะอาคารสำนักงาน โรงแรม คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล และ Mixed-use การเลือกกระจกจึงต้องตอบโจทย์มากกว่าความสวยงาม เพราะกระจกต้องทำงานพร้อมกันหลายด้าน ทั้งควบคุมความร้อน, รับแสงธรรมชาติ, ลดการใช้พลังงาน, สร้างความสบายทางความร้อน, ควบคุมเสียงรบกวน, ลดผลกระทบจาก UV, สร้างความปลอดภัย และยังต้องสอดคล้องกับ Design Intent ของสถาปนิก

ดังนั้น กระจกที่เหมาะสมจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นกระจกที่มี Performance สูงที่สุดเสมอไป แต่คือกระจกที่มี Performance เหมาะสมกับอาคาร สภาพแวดล้อม และรูปแบบการใช้งานมากที่สุด

 

ก่อนเลือกกระจก ควรต้องรู้อะไรบ้าง?

การเลือกกระจกที่ดีควรเริ่มจากการวิเคราะห์อาคาร เช่น

  1. อาคารอยู่ที่ไหน?

สภาพภูมิอากาศและ Solar Exposure มีผลต่อการเลือกกระจกอย่างมาก สำหรับประเทศไทย ความร้อนจากแสงอาทิตย์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะอาคารที่มีพื้นที่กระจกขนาดใหญ่

  1. Façade หันไปทางไหน?

กระจกที่เหมาะกับ Façade ด้านหนึ่ง อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับอีกด้านหนึ่ง Orientation จึงควรถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ต้น

  1. อาคารใช้งานอย่างไร?

สำนักงาน โรงแรม ห้องพักอาศัย โรงพยาบาล หรือ Retail มีความต้องการแตกต่างกัน หากเป็นสำนักงานอาจให้ความสำคัญกับ Glare และ Acoustic Comfort แต่โรงแรมอาจให้ความสำคัญกับ View, Privacy, Thermal Comfort และ Acoustic Performance หรือ Residential อาจให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ความเงียบ และการประหยัดพลังงาน ดังนั้น ไม่มี Glass Specification เดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ

 

4 Performance ที่ควรดู ก่อนตัดสินใจเลือกกระจก

เมื่อรู้โจทย์ของอาคารแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการแปลงโจทย์เหล่านั้นให้เป็น Performance ที่สามารถวัดและเปรียบเทียบได้

  1. Thermal Performance — กระจกกันความร้อนแค่ไหน?

การเลือกกระจกที่มี Solar Control และ Thermal Performance ที่เหมาะสมสามารถช่วยควบคุมความร้อนที่เข้าสู่พื้นที่ภายใน และลดภาระของระบบปรับอากาศ ผลที่ต้องการจึงไม่ใช่เพียง “อาคารเย็น” แต่คือพื้นที่ที่มีอุณหภูมิและสภาวะการใช้งานที่เหมาะสมมากขึ้น โดย WELL เองก็ให้ความสำคัญกับ Thermal Comfort และ Radiant Thermal Comfort ในฐานะองค์ประกอบของ Indoor Environmental Quality

สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือการควบคุมความร้อนผ่านกระจก โดยตัวแปรสำคัญ ได้แก่

  • U-Value — ความสามารถของระบบในการต้านการถ่ายเทความร้อน
  • SHGC (Solar Heat Gain Coefficient) — ปริมาณพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่เข้าสู่อาคาร
  • Solar Control — ความสามารถในการควบคุมพลังงานจากแสงอาทิตย์

หากโครงการอยู่ในพื้นที่ที่มี Solar Exposure สูง การเลือกกระจกที่ควบคุม Solar Heat Gain ได้เหมาะสมสามารถช่วยลดภาระของระบบปรับอากาศได้

 

แล้วควรเลือกอะไร?

สำหรับอาคารที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพด้าน Thermal Performance อาจพิจารณา

Low-E Glass หรือกระจก Low Emissivity เป็นกระจกที่มีชั้นเคลือบซึ่งช่วยควบคุมการแผ่รังสีความร้อนและการถ่ายเทความร้อนผ่านกระจก เหมาะกับโครงการที่ต้องการควบคุมการถ่ายเทและการแผ่รังสีความร้อน พร้อมรักษาสมดุลกับ Daylight จุดเด่นที่สำคัญสำหรับงานสถาปัตยกรรมคือ สามารถช่วยลด Solar Heat Gain และควบคุมพลังงานความร้อนที่เข้าสู่อาคาร ขณะเดียวกันยังสามารถออกแบบให้มีระดับแสงธรรมชาติที่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งานได้

สำหรับ Architect การเลือก Low-E Glass จึงไม่ควรดูเพียงว่า “กันร้อนได้มากแค่ไหน” แต่ควรมองเป็น สมดุลระหว่าง Thermal Performance และ Daylighting เพราะกระจกที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้พื้นที่ภายในมืดลง แต่ควรช่วยให้

  • รับแสงธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม
  • ลดความร้อนจากแสงอาทิตย์
  • ลดภาระของระบบปรับอากาศ
  • ควบคุม Glare
  • สร้าง Visual Comfort ให้กับผู้ใช้งาน

 

อีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับอาคารที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานคือ Insulated Glass Unit (IGU) ซึ่งกระจก IGU ประกอบด้วยกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไป โดยมีช่องว่างระหว่างกระจก โดยสามารถบรรจุอากาศหรือก๊าซเฉื่อย เช่น Argon เพื่อช่วยลดการถ่ายเทความร้อนผ่านระบบกระจก เมื่อนำ IGU มาทำงานร่วมกับกระจก Low-E จึงสามารถออกแบบระบบกระจกที่ตอบโจทย์ทั้ง Thermal Insulation + Solar Control + Daylighting ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับโครงการที่มี Façade ขนาดใหญ่ การพิจารณา IGU ตั้งแต่ขั้นตอน Design Development จึงมีความสำคัญ เพราะประสิทธิภาพของกระจกไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดกระจกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับ

  • จำนวนชั้นของกระจก
  • ความหนากระจก
  • ชนิดของ Coating
  • ความกว้างของช่องว่าง
  • ชนิดก๊าซภายในช่องว่าง
  • Spacer และระบบ Seal
  • Frame และระบบ Façade
  • ทิศทางของอาคาร
  • Window-to-Wall Ratio (WWR)

 

  • กระจกประหยัดพลังงาน koolmax

เหมาะกับโครงการที่ต้องการ Performance ทั้งประหยัดพลังงาน ผ่านมาตรฐานการออกแบบ EIA, LEED, WELL และมีดีไซน์สวยงาม ด้วยเฉดสีที่มีให้เลือกหลากหลาย

  1. Daylighting & Visual Comfort — รับแสงธรรมชาติอย่างไรไม่ให้แสงกลายเป็นปัญหา?

พื้นที่ที่มีแสงธรรมชาติและมองเห็นสภาพแวดล้อมภายนอก สามารถสร้างความรู้สึกโปร่งและเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้มากขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของ Biophilic Architecture และแนวคิดด้าน Wellness ที่ให้ความสำคัญกับ Natural Light และ Connection to Nature แต่การนำแนวคิดนี้มาใช้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเพิ่มกระจกให้มากที่สุด ตรงกันข้าม ยิ่งใช้กระจกมาก ยิ่งต้องออกแบบ Performance ให้ละเอียดขึ้น เพราะพื้นที่กระจกขนาดใหญ่ต้องจัดการทั้ง Heat + Glare + Daylight + Acoustic + Energy พร้อมกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่กระจกสำหรับอาคารยุคใหม่ควรถูกมองเป็น Integrated Design Element ไม่ใช่เพียงวัสดุปิดผิวอาคาร

ตัวเลขที่ควรพิจารณาคือ Visible Light Transmittance (VLT) ซึ่งบอกปริมาณแสงที่สามารถผ่านกระจกเข้าสู่พื้นที่ภายใน แนวทางที่ดีคือการหาสมดุลระหว่าง Daylight + Glare Control + Solar Control

เพราะเป้าหมายของ Daylighting ที่ดีไม่ใช่ “แสงเยอะที่สุด” แต่คือ แสงที่เพียงพอ สบายตา และเหมาะกับกิจกรรมภายในพื้นที่

  1. UV Protection & Safety — กระจกต้องปกป้องทั้งคนและพื้นที่

อีกสองปัจจัยที่มักถูกมองข้ามคือ UV Protection และ Safety โดยรังสี UV ที่ผ่านเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคารสามารถมีส่วนทำให้วัสดุบางประเภทเกิดการซีดหรือเสื่อมสภาพเมื่อได้รับแสงเป็นเวลานาน

ดังนั้นในพื้นที่ที่มี Furniture, Artwork, Textile หรือ Interior Finish ที่ต้องการรักษาสภาพ การเลือกกระจกที่ช่วยควบคุม UV จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรพิจารณา

ขณะเดียวกัน พื้นที่กระจกในระดับสายตา ประตู กระจกกั้น หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทก ควรพิจารณาการใช้ Safety Glass ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

นี่ทำให้เห็นว่า Glass Specification ที่ดีต้องคิดทั้ง Performance + Safety + User Experience ไปพร้อมกัน

  1. Acoustic Performance — เมื่อวิวสวย แต่เสียงไม่สวยตาม

สำหรับอาคารที่อยู่ในเมือง เสียงจากถนน รถไฟ สนามบิน หรือพื้นที่กิจกรรมอาจส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งานโดยตรง โดยเฉพาะ Hotel, Condominium, Office Hospital, Residential ในกรณีเหล่านี้ การเลือก Laminated Glass หรือ Acoustic Glass สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การควบคุมเสียงได้

TYK Glass เรามีเทคโนโลยี Soundcutz สำหรับงานกระจกลามิเนตที่ออกแบบเพื่อช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก โดยค่าการลดเสียงจริงต้องพิจารณาตาม Glass Make-up และระบบ Façade ที่ใช้ร่วมกัน ดังนั้น จึงไม่ควรดูเพียงตัวเลข dB ของกระจก แต่ควรพิจารณากระจกที่มี Acoustic Performance เหมาะสมสำหรับอาคาร หากติดตั้งในระบบที่มีจุดรั่วของเสียง ก็อาจไม่สามารถให้ Performance ตามที่คาดหวังได้

 

เพราะแต่ละโครงการมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทั้ง สภาพภูมิอากาศ ทิศทางของอาคาร ปริมาณแสงแดด รูปแบบการใช้งาน และเป้าหมายด้านการออกแบบ ดังนั้น Glass Specification ที่เหมาะสมจึงต้องพิจารณา Performance หลายด้านร่วมกัน เมื่อเลือกกระจกได้อย่างเหมาะสม กระจกจึงสามารถเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างอาคารที่ ประหยัดพลังงาน อยู่สบาย ปลอดภัย และตอบโจทย์การออกแบบแห่งอนาคต ได้อย่างแท้จริง

 

ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ กระจกประหยัดพลังงาน Koolmax

กระจกอินซูเลท IGU

กระจก Low-E

กระจกกันเสียง Soundcutz

Share the Post: