กระจกกันเสียง ช่วยแก้ปัญหาเสียงรบกวนในอาคารได้จริงหรือไม่?
เคยไหม? ออกแบบพื้นที่ให้สวย โปร่ง และทันสมัยด้วยกระจกเต็มพื้นที่…แต่กลับต้องแลกมาด้วย “เสียงรบกวน” ที่ควบคุมไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นเสียงรถจากภายนอก เสียงบทสนทนาในออฟฟิศ หรือเสียงสะท้อนภายในห้อง ปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นในอาคารที่เน้นความโปร่งโล่ง โดยเฉพาะการใช้กระจกเป็นองค์ประกอบหลัก คำถามสำคัญคือเราจะรักษาความโปร่งใสของดีไซน์ไว้ พร้อมกับควบคุมเสียงได้จริงหรือไม่? คำตอบอยู่ที่การเข้าใจ “ระดับเสียง (Decibel)” และเลือกใช้วัสดุอย่าง กระจกกันเสียง ให้เหมาะสมตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ
Decibel Sound Levels คืออะไร?
เข้าใจ “ระดับเสียง” เพื่อออกแบบพื้นที่ที่น่าอยู่มากขึ้น
Decibel (dB) คือหน่วยวัดระดับความดังของเสียงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยมีช่วงตั้งแต่ 0 dB (เงียบสนิท) ไปจนถึงมากกว่า 140 dB (เสียงพลุ)
- ยิ่งค่า dB สูง → เสียงยิ่งดัง และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งในด้านการได้ยิน ความเครียด และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานในอาคาร
- ตัวอย่างระดับเสียงในชีวิตประจำวัน
- 10 dB – เสียงใบไม้ไหว
- 20 dB – เสียงภายในห้องนอนตอนกลางคืน
- 40 dB – เสียงเปิดเพลงเบา ๆ ในบ้าน
- 60 dB – เสียงรถวิ่งบนถนน
- 90 dB – เสียงแตรรถ
- 110 dB – เสียงไซเรน
- 130 dB – เสียงเครื่องบินขึ้น
- 140 dB – เสียงพลุ
Pain Point ในงานออกแบบ สำหรับ Architect และ Designer
เสียงไม่ใช่แค่เรื่องของความดัง แต่คือ “คุณภาพของพื้นที่” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ User Experience และภาพลักษณ์ของโครงการ
โดยปัญหาที่พบบ่อย เช่น
- ห้องประชุมที่ดูสวย แต่เสียงสะท้อน ทำให้สื่อสารไม่ชัด
- ออฟฟิศแบบ Open Plan ที่ขาดความเป็นส่วนตัวทางเสียง
- ห้องพักโรงแรมหรือคอนโด ที่ได้ยินเสียงจากภายนอกตลอดเวลา
- การใช้กระจกใสจำนวนมาก แต่ไม่สามารถกันเสียงได้
กระจกกันเสียง คืออะไร?
ทางออกของงานดีไซน์ที่ต้องการ “ทั้งความโปร่ง และความเงียบ” กระจกกันเสียง (Soundcutz) คือกระจกที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดการส่งผ่านของเสียง โดยมักอยู่ในรูปแบบของ กระจกลามิเนต (Laminated Glass) ที่ใช้ฟิล์มพิเศษคั่นกลาง
หลักการทำงาน
- ฟิล์มลามิเนตจะช่วย “ดูดซับ” และ “ลดการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง”
- ลดการส่งผ่านเสียงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง
- ช่วยลดเสียงรบกวน โดยเฉพาะเสียงความถี่ที่รบกวนการใช้งานจริง เช่น เสียงพูด หรือเสียงจราจร
เลือกกระจกกันเสียงอย่างไรให้ตอบโจทย์งานออกแบบ
-
พิจารณาค่าการกันเสียง (STC)
ค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพการกันเสียงของวัสดุ
- ยิ่งค่าสูง → ยิ่งกันเสียงได้ดี
- เหมาะกับการกำหนดสเปกในงานอาคารแต่ละประเภท
-
เลือกประเภทกระจกให้เหมาะกับฟังก์ชัน
- ห้องประชุม / ห้องทำงาน → ต้องการความชัดของเสียง (ลดเสียงรบกวน)
- โรงแรม / คอนโด → เน้นลดเสียงจากภายนอก
- พื้นที่เชิงพาณิชย์ → ต้องบาลานซ์ระหว่าง openness และ privacy
-
ออกแบบร่วมกับองค์ประกอบอื่น
กระจกกันเสียงจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อทำงานร่วมกับ
- ระบบกรอบ (Frame System)
- ซีลกันเสียง
- ผนังและฝ้าโดยรอบ
แม้กระจกจะช่วยสร้างความโปร่งและความสวยงามให้กับอาคาร แต่หากขาดการวางแผนด้านเสียง พื้นที่นั้นอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง การเข้าใจระดับเสียง (Decibel) และเลือกใช้ กระจกกันเสียงอย่างเหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่าง ดีไซน์ที่สวยงาม และ คุณภาพการใช้งานที่แท้จริง
ดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ กระจกกันเสียง Soundcutz






